"กฎหมายกับวัยรุ่น"        :: โดย นายรัฐปกรณ์ นิภานันท์

 


            เมื่อเอ่ยถึง "กฎหมาย" หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากต่อการทำความเข้าใจ การรู้และเข้าใจกฎหมายได้นั้นก็ต้องมีการศึกษาเล่าเรียนอย่างเป็นจริงเป็นจังในสถาบันการศึกษา แต่ที่แท้จริงแล้วนั้น "กฎหมาย" ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าที่เราจะทำความเข้าใจได้ เพียงเพราะว่าเราไม่รู้และไม่ได้พยายามค้นหาว่าสิ่งที่ต้องรู้คืออะไร จริงอยู่ที่มีการออก
กฎหมายมาใช้บังคับในสังคมไทยเป็นจำนวนหลายร้อยฉบับ นอกจากนี้ กฎหมายเหล่านี้นั้นยังประกอบไปด้วย ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับต่างๆ อีกมากมายซึ่งเป็นการยากที่จะรู้และเข้าใจกฎหมายทั้งหมดได้ อย่างไรก็ดี เราสามารถที่จะเลือกทำความเข้าใจกฎหมายเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของเราได้ เช่น เรื่องใดหรือเหตุการณ์ใดที่เรามักจะประสบหรือมีเหตุที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในทางกฎหมาย เราก็ควรที่จะหาความรู้หรือทำความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ไว้ เพราะสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ที่จะช่วยเราและคนรอบข้างไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อจากการที่ไม่รู้กฎหมายนั้นเอง
         มีคนกล่าวไว้ว่า "วัยรุ่น" เป็นวัยแห่งการอยากรู้ อยากลอง มีไฟแห่งการใฝ่รู้อยู่มากและโดยส่วนใหญ่ไม่สามารถระงับความต้องการของตนเองได้ พฤติกรรมในลักษณะนี้มักทำให้วัยรุ่นได้เข้าไปประกอบเหตุที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเป็นจำนวนมาก เช่น การทะเลาะวิวาท์ หรือการทำร้ายร่างกาย การลักขโมยของเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือเงินที่จะนำไปใช้ตอบสนองความต้องการของตนเอง การทดลองเสพยาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่สมัครใจและไปข่มขืน
ผู้อื่น หรือแม้กระทั่งการทำแท้งที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่วัยรุ่นต้องทำความเข้าใจถึงเหตุที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และจะมีทางออกในทางกฎหมายหรือทางสังคมอย่างไร หากเป็นกรณีที่วัยรุ่นถูกคู่อริต่างโรงเรียนทำร้าย ถ้าจะทำการป้องกันโดยการใช้ไม้หรืออาวุธอย่างอื่นเข้าทำร้ายฝ่ายตรงข้ามตอบจะเป็นสิ่งทีกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายหรือไม่ และการกระทำในระดับใดที่กฎหมายถือว่าเป็นการป้องกันซึ่งจะเป็นเหตุให้ผู้ที่กระทำไม่ต้องรับผิดในทางกฎหมาย ดังนั้น หากวัยรุ่นได้ทำความเข้าใจและมีความรู้ในทางกฎหมายแล้ว
วัยรุ่นก็จะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อจากการที่ไม่รู้กฎหมาย นอกจากนี้ยังสามารถหาทางออกได้เมื่อมีเหตุการณ์ที่จะต้องไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายอีกด้วย


          สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตวัยรุ่น มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตวัยรุ่นหลายฉบับ การจะนำกฎหมายฉบับใดมาปรับใช้ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของวัยรุ่นนั้นว่ามีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายในเรื่องใดบ้าง ในที่นี้ผู้เขียนจะได้ยกเอา
กฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตวัยรุ่นซึ่งวัยรุ่นมักประสบเป็นประจำมาอธิบายสาระสำคัญให้วัยรุ่นเกิดความเข้าใจในเรื่องดังต่อไปนี้

ประมวลกฎหมายอาญา

  ประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความผิดและโทษกล่าวคือ กฎหมายอาญาได้กำหนดไว้ว่าการกระทำใดเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือหากกระทำตามสิ่งที่กฎหมายกำหนดห้ามไว้ก็จะมีความผิด และอีกกรณีหนึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เรามีหน้าที่ต้องกระทำตามที่กฎหมายกำหนด ถ้าไม่กระทำตามก็มีความผิดตามกฎหมาย เช่น กรณีที่ 1 กฎหมายกำหนดห้ามมิให้กระทำ ได้แก่ มาตรา 334 "ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท" ถ้าเราเอาของของคนอื่นไปโดยต้องการจะนำมาเป็นของของเราเองหรือเอาไปขายเพื่อจะเอาเงินไปซื้อของ ดังนี้ ถือได้ว่าเราได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์


ส่วนกรณีที่ 2 กฎหมายกำหนดให้เรามีหน้าที่ต้องกระทำตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ มาตรา 374 "ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ " จากเหตุตามมาตราดังกล่าว เราเห็นผู้อื่นจมน้ำ เราว่ายน้ำเป็นแต่เราไม่ช่วยเพียงเพราะว่าเคยทะเลาะกัน เช่นนี้ก็ถือว่าเป็นความผิดตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว เป็นต้น


ส่วนกรณีที่กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยโทษนั้น หมายความว่ากฎหมายอาญาได้กำหนดโทษสำหรับความผิดนั้นๆ ไว้ ตามตัวอย่างในเรื่องลักทรัพย์ข้างต้น หากศาลได้ตัดสินแล้วว่าผู้กระทำมีความผิดก็ย่อมจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายได้กำหนดให้ต้องรับโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท ซึ่งหมายความว่าผู้กระทำผิดจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีและปรับไม่กิน 6,000 บาท เป็นต้น


     สำหรับกฎหมายอาญา ผู้เขียนขอยกประเภทของความผิดที่กฎหมายอาญากำหนดไว้ในเรื่องสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
วัยรุ่น ดังต่อไปนี้


1. การทำร้ายร่างกาย-ชีวิต-ความผิดต่อเสรีภาพ

พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของวัยรุ่นในยุคปัจจุบันดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นไปแล้ว การยกพวกตีกัน การดักทำร้ายนักเรียนจากโรงเรียนคู่อริ ทั้งการใช้มือเปล่า การใช้ไม้เป็นอาวุธจนกระทั้งปืนหรือระเบิดขวดเข้าห้ำหั่นฝ่ายตรงข้าม เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่บั่นทอนอนาคตของวัยรุ่นไทยให้ต้องไปใช้ชีวิตในสถานพินิจฯ แทนที่จะได้เอาเวลามาศึกษาเล่าเรียนเพื่อจะได้สามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหรือการได้งานดีๆ ทำในอนาคต

     1.1 การทำร้ายร่างกาย

กฎหมายอาญาได้กำหนดให้ผู้ที่ทำร้ายร่างกายผู้อื่นต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนด หากการทำร้ายร่างกายนั้นไม่ถึงกับทำให้เกิดอันตรายแก่กายมากนัก    เช่น ถูกเล็บข่วนจมูกเป็นแผลยาว 1 ซม.   ผู้ที่กระทำต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน
1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าผลจากการถูกทำร้ายรุนแรงขึ้นขั้นริมฝีปากแตก ฟันหัก
ฟันโยก ในกรณีนี้ผู้กระทำจะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากผลจากการทำร้ายร่างกายนั้นทำให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายอย่างสาหัส เช่น ตาบอด หูหนวก หน้าเสียโฉม เสียแขน นิ้วหรืออวัยวะใดๆ หรือป่วยเจ็บจากการถูกทำร้ายเกินกว่า 20 วัน ผู้ที่ทำร้ายร่างกายจะต้องถูกระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี


     1.2 การชุลมุนต่อสู้ (การยกพวกตีกัน)

การชุลมุนต่อสู้หรือการยกพวกตีกันนั้น หมายถึง การต่อสู้กันตั้งแต่สามคนขึ้นไปและการต่อสู้นั้นทำให้ผู้ต่อสู้คนใดคนหนึ่งถูกทำร้ายจนเป็นอันตรายสาหัส ผู้ที่เข้าร่วมต่อสู้ทุกคนจะมีความผิดแม้ว่าตนเองจะไม่ได้ทำร้ายคนที่ได้รับอันตรายสาหัสเลย โดยจะต้องถูกระวางโทษไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


    1.3 การฆ่าคนตาย

การทำร้ายร่างกายผู้อื่นและการชุลมุนหรือต่อสู้หรือการยกพวกตีกันในหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้ที่ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย ซึ่งอาจจะไม่ได้เสียชีวิตในทันทีทันใดนั้น แต่ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหรือที่บ้าน สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้ผู้ที่ทำร้ายผู้อื่นหรือผู้ร่วมชุลมุนต่อสู้พ้นจากความผิดต้องรับโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี แต่ถ้าการฆ่าคนตายโดยได้ไตร่ตรองไว้ก่อนผู้กระทำจะต้องถูกระวางโทษประหารชีวิต


    1.4 ความผิดต่อเสรีภาพ

เป็นการกระทำความผิดโดยการข่มขู่หรือใช้กำลังทำร้ายจนผู้ถูกข่มขู่นั้นยอมตามที่ผู้ข่มขู่ต้องการ เช่น กรณีที่นักเรียนโรงเรียนคู่อริบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมถอดเข็มขัดหรือเสื้อของสถาบัน หรือการรับน้องที่รุ่นพี่บังคับให้น้องต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งโดยที่รุ่นน้องไม่ยอมแต่ต้องทำตามเพราะกลัวจะถูกทำร้าย เป็นต้น สำหรับผู้ที่กระทำผิดต่อเสรีภาพนี้จะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าผู้กระทำผิดได้กระทำโดยมีอาวุธหรือร่วมกันทำผิดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปจะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 


2. ความผิดเกี่ยวกับเพศ

ความผิดทางเทศเป็นความผิดอีกลักษณะหนึ่งที่พบมากในวัยรุ่น ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ทำให้วัยรุ่นส่วนใหญ่เกิดความต้องการในทางเพศ อาการอยากรู้อยากลองที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน หลายคนหาทางออกด้วยการช่วยตัวเองในการบำบัดความต้องการทางเพศ หลายคนเริ่มรู้จักการเที่ยวผู้หญิง แต่บางคนหาทางออกด้วยวิธีการที่ผิดโดยการไปหลอกผู้หญิงมาข่มขืน หรือไม่ก็รวมกลุ่มกันไปฉุดคร่าผู้หญิงมาข่มขืน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงทั้งในแง่สวัสดิภาพของการใช้ชีวิตของ สาววัยรุ่นที่มีแต่อันตรายรอบด้านและอนาคตของผู้กระทำความผิดซึ่งมีโทษที่หนักกว่าการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่นหลายเท่านัก


    2.1 การข่มขืน

การข่มขืนผู้อื่น คือการที่ผู้นั้นไม่ยินยอมให้มีเพศสัมพันธ์ กฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิดที่จะต้องถูกระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000 บาท ถึง 40,000 บาท และถ้าการข่มขืนได้กระทำโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดหรือมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ผู้กระทำจะต้องจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 30,000 บาท ถึง 40,000 บาทจำคุกตลอดชีวิต


แต่อย่างไรก็ตามสำหรับวัยรุ่นที่อายุไม่เกิน 15 ปี แม้จะให้ความยินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ แต่กฎหมายก็ถือว่าเป็นวัยที่เด็กไปยังไม่มีความรู้ความเข้าใจการมีเพศสัมพันธ์ที่ดีพอ กฎหมายจึงกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับวัยรุ่นที่อายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งผู้กระทำจะต้องจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 30,000 บาท ถึง 40,000 บาท และถ้าการข่มขืนได้กระทำโดยมีอาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด หรือมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ผู้กระทำต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต


    2.2 การอนาจาร

การอนาจาร ได้แก่การกระทำให้อับอายขายหน้าในทางเพศโดยกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายโดยตรง เช่น กอด ปล้ำ สัมผัส จับต้องอวัยวะเพศของผู้หญิง เช่น การจับนม หรือจะเป็นกรณีที่บังคับผู้อื่นให้กระทำตนเองก็เป็นการอนาจารได้ เช่น นายเอกบังคับให้ นางสาว ย. จับของลับของตนเอง การอนาจารนั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นชายต่อหญิง ดังนั้นการกระทำความผิดอาจจะเกิดกับชายต่อชายก็ได้ ผู้ที่กระทำความผิดในเรื่องนี้จะต้องถูกระวางโทษไม่เกิน 15 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เช่นเดียวกับเรื่องข่มขืน ผู้ที่ทำอนาจารกับเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตามก็จะต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำอนาจารผู้กระทำได้ขู่หรือใช้กำลังทำร้ายก็จะได้รับโทษหนักขึ้นก็ได้



3. ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

ความโลภการอยากได้ของของบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่พบเห็นโดยทั่วไปโดยเฉพาะวัยรุ่นซึ่งมีความชอบและรสนิยมในสินค้าราคาแพง การเห็นเพื่อนมีของสวยๆ แพงๆ ใช้ก็เกิดการอยากได้มาครอบครองเป็นของตนเอง ทำให้มีความคิดที่จะลงมือขโมยของของเพื่อมาเป็นของเรา วัยรุ่นหลายคนคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าของของเพื่อนหายไปเดี๋ยวพ่อแม่ของเขาก็ซื้อใหม่ให้ และนอกจากนี้ การขโมยของเพื่อเอาไปขายโดยต้องการที่จะนำเงินไปเที่ยวมีให้พบเห็นอยู่บ่อยๆ ไม่แพ้กัน ถ้าหนักไปกว่านั้นวัยรุ่นที่ต้องการเงินมากไม่ว่าจะด้วยเหตุผลต้องการนำเงินไปเที่ยวหรือเสพยาก็อาจจะกระทำการที่รุนแรงขึ้นได้ เช่น การไถ่เงินจากรุ่นน้อง การชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ของผู้อื่น กฎหมายเล็งเน้นปัญหาข้อนี้ และเห็นว่าควรจะมีการลงโทษคนที่เอาของของผู้อื่นไป ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมสงบสุขไม่วุ่นวายและป้องกันการติดตามเอาทรัพย์คืนจากเจ้าของที่แท้จริงซึ่งอาจทำให้เกิดความรุนแรงตามมาได้


    3.1 การลักทรัพย์

การลักทรัพย์ คือ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไป โดยต้องการจะครอบครองทรัพย์นั้นไว้ เพื่อตนเองเอาไปขายหรือให้กับบุคคลอื่นก็ตามแต่ ผู้ที่กระทำความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องถูกระวางโทษไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 พันบาท

การลักทรัพย์นั้นถ้าผู้กระทำได้กระทำในเวลากลางคืนหรือในบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด หรือในบริเวณที่มี
อุบัติเหตุผู้ที่เข้าไปลักทรัพย์ในบริเวณดังกล่าวจะต้องถูกระวางโทษหนักขึ้นกว่าการลักทรัพย์ในเวลา สถานที่หรือ
เหตุการณ์ปกติ เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุการณ์ หรือช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าของทรัพย์กำลังได้รับความเดือดร้อนไม่
สามารถที่จะดูแลทรัพย์ของตนเองได้และการกระทำในเหตุการณ์หรือช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการกระทำที่ซ้ำเติมเจ้าของทรัพย์ที่กำลังได้รับความเดือดร้อน


    3.2 ยักยอกทรัพย์

การยักยอกทรัพย์ เป็นกรณีที่ทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของบุคคลหนึ่ง แล้วบุคคลนั้นได้ยึดเพื่อไว้เป็นประโยชน์กับตนเอง ซึ่งทำให้เจ้าของทรัพย์ได้รับความเสียหาย เช่น นาย ก ยืมยางลบ นาย ข ไว้ใช้ แต่เห็นว่าสวยดีจึงไม่คืน ในกรณีเช่นนี้ นาย ก มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งจะต้องถูกระวางโทษไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้อควรระวัง สำหรับผู้ที่เก็บกระเป๋าตังค์ตกได้หรือของที่มีคนมาลืมไว้ (โดยที่เจ้าของยังติดตามทรัพย์นั้นอยู่) หากนำกลับไปเพราะต้องการยึดถือไว้เองแล้วก็มีความผิดฐานลักทรัพย์ได้



    3.3 การวิ่งราวทรัพย์

เป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หมายถึง เป็นการขโมยเจ้าของรู้ตัวและทรัพย์จะต้องอยู่ใกล้ชิดตัวเจ้าทรัพย์ ผู้กระทำการวิ่งราวทรัพย์จะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท อย่างไรก็ตามถ้าการวิ่งราวทรัพย์ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายหรือเสียชีวิต เช่น กระชากสร้อยจากเจ้าของแล้วสร้อยบาดคอเจ้าของสร้อย ผู้ที่กระทำจะต้องถูกระวางโทษหนักขึ้นด้วย


    3.4 การกรรโชกทรัพย์

การกรรโชกทรัพย์ หากจะยกตัวอย่างให้เห็นได้อย่างชัดเจนคงต้องยกตัวอย่าง

กรณีที่พบเห็นได้บ่อย คือ การที่รุ่นที่บังคับเอาเงินจากรุ่นน้องหรือที่เรียกกันว่า "แก็งค์ดาวไถ่"
พวกแก็งดาวไถ่มักจะบังคับขู่เข็ญให้รุ่นน้องเอาเงินหรือสิ่งของที่มีค่ามาให้ ถ้าไม่เอามาให้ก็มักจะถูกขู่หรือถูกทำร้าย ทำให้ต้องยอมตามที่แก็งค์ดาวไถ่บังคับ ผู้ที่กระทำความผิดในเรื่องนี้นั้นกฎหมายได้กำหนดโทษให้ต้องจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท แต่ถ้าผู้ที่กระทำการกรรโชกขู่ว่าจะฆ่า ทำให้ได้รับอันตรายอย่างสาหัสหรือมีอาวุธมาขู่ด้วยก็จะได้รับโทษหนักขึ้น


    3.5 รีดเอาทรัพย์

การรีดเอาทรัพย์มีลักษณะการกระทำความผิดเหมือนการกรรโชกทรัพย์แต่ต่างกันเฉพาะวิธีการบังคับ กล่าวคือ การ
กรรโชกทรัพย์จะเป็นการขู่ว่าจะทำร้ายทำอันตราย แต่การรีดเอาทรัพย์จะเป็นกรณีที่ผู้กระทำขู่ว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ถูกขู่หรือบุคคลอื่น จนผู้ที่ถูกขู่ยินยอมมอบเงินหรือทรัพย์สินให้ ผู้ที่กระทำความผิดฐานนี้จะต้องถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 พันบาท ถึง 2 หมื่นบาท


    3.6 ชิงทรัพย์

ชิงทรัพย์ คือ การลักทรัพย์ที่ประกอบด้วยการใช้กำลังเข้าทำร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังเข้าทำร้ายในทันที ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ยินยอมให้ทรัพย์ไป หรือกระทำไปเพื่อให้เกิดความสะดวกในการนำทรัพย์นั้นไป เช่น ขณะที่นายเอกกำลังเดินเล่นอยู่ นาย โท ก็เข้ามาบอกให้สร้อยทองให้ถ้าไม่ให้จะทำร้ายหรือจะเอาปืนยิงให้ตายจนนายเอกต้องยอมถอดสร้อยของตนให้ เป็นต้น


    3.7 ปล้นทรัพย์

การปล้นทรัพย์ มีลักษณะเช่นเดียวกับการชิงทรัพย์ต่างกันเพียงว่ามีผู้ร่วมชิงทรัพย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ผู้ที่กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์จะต้องถูกระวางโทษตั้งแต่ 10 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 3 หมื่นบาท หากการปล้นทรัพย์ผู้ปล้นคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วย หรือในการปล้นเป็นเหตุให้เจ้าทรัพย์หรือบุคคลอื่นได้รับถูกทำร้ายหรือเสียชีวิต ผู้กระทำความผิดทุกคนแม้จะไม่ได้พกอาวุธหรือร่วมทำร้ายเจ้าทรัพย์หรือบุคคลอื่น กฎหมายก็ถือว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย ซึ่งมีผลให้จะต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าการปล้นทรัพย์โดยไม่มีอาวุธหรือไม่ได้มีการทำร้ายผู้ใด


    3.8 ทำให้เสียทรัพย์

การทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรณีที่ผู้กระทำตั้งใจที่จะทำร้ายหรือทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย เช่น ไม่พอใจอาจารย์ฝ่ายปกครองจึงเอาเหรียญไปขูดรถของอาจารย์ หรืออิจฉาเพื่อนที่มีโทรศัพท์จึงเอาโทรศัพท์เพื่อนไปทิ้ง
เป็นต้น ผู้กระทำความผิดฐานนี้จะต้องถูกระวางโทษไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากการที่ผู้กระทำจะต้องรับในทางกฎหมายอาญาแล้ว ก็มีความผิดทางกฎหมายแพ่งด้วยกล่าวคือผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นอาจใช้สิทธิฟ้องให้ผู้กระทำผิดให้ชดใช้ค่าเสียหายได้อีกด้วย


4. ความผิดฐานบุกรุก

การบุกรุก ไม่ได้หมายความเฉพาะการเข้าไปในบ้านหรือที่ดิน ซึ่งเจ้าของเป็นผู้อยู่อาศัยหรือครอบครองแต่เท่านั้น แต่หากยังหมายความรวมถึงการเข้าไปรบกวนการครอบครองของ ผู้เช่า ห้องเช่า บ้านเช่าหรือที่ดิน ซึ่งผู้เช่าครอบครองอยู่ด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าการเข้าไปนั้นจะกระทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยึดถือ ครอบครอง หรือเข้าไปรบกวนการครอบครองของเจ้าของหรือผู้เช่าหรือแม้กระทั่งการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร ในเรื่องนี้มีตัวอย่างให้เห็น เช่น กรณีที่ วัยรุ่นพากันเข้าไปในบ้าน อาคาร หรือบริเวณที่ได้ชื่อว่ามีผีดุ ก็ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานบุกรุกแล้ว


5. การทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญกับประชาชน

วัยรุ่นโดยส่วนใหญ่มักชอบเรียกร้องความสนใจ มีความคึกคะนองมากและทำอะไรไม่ค่อยรู้จักคิด หลายครั้งที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงดัง หรือการจุดประทัดแข่งกัน กฎหมายจึงต้องควบคุให้วัยรุ่นประพฤติตัวให้เหมาะสมไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่บุคคลอื่น โดยได้กำหนดโทษปรับไว้ไม่เกิน 100 บาท



6. หมิ่นประมาทและดูหมิ่น

การทะเลาะเบาแว้งของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่พบเห็นกันทั่วไป บ้างก็มีการด่าทออาจด้วยคำหยาบคาย บ้างก็ร้ายป้ายสีกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่งที่รุนแรง อันอาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกายกันในที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น กฎหมายจึงกำหนดความผิดในเรื่องนี้ไว้ ดังนี้


   
6.1 หมิ่นประมาท

การหมิ่นประมาท หรือการใส่ความบุคคลอื่นให้ได้รับความเสียหายเป็นเหตุให้ ผู้ที่ถูกใส่ความนั้นเสียชื่อเสียง ถูกผู้อื่นเกลียดชัง เช่น น.ส. ย ไม่ชอบ น.ส. ค จึงไปใส่ความว่า น.ส. ค กอดจูบได้เสียกับผู้ชายให้ น.ส. ช ฟัง หรือการที่ น.ส. ย พูดถึง น.ส. ค ให้ น.ส. ช ฟังว่า น.ส. ค เป็นอีกะหรี่เถื่อนไม่มีเงินก็ให้เอา เป็นต้น ผู้กระทำความผิดฐานนี้จะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


    6.2 ดูหมิ่นซึ่งหน้า

การดูหมิ่นซึ่งหน้า คือ การพูดจาดูถูกเหยียดหยามทำให้อับอายขายหน้าอาจเป็นคำด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือการแสดงออกด้วยกิริยาท่าทาง เช่น การให้ของลับ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การหมิ่นประมาทแตกต่างจากการดูหมิ่นซึ่งหน้า โดยการหมิ่นประมาทนั้นผู้กระทำจะกระทำลับหลังผู้เสียหายในขณะที่การดูหมิ่นซึ่งหน้าผู้กระทำได้ทำต่อหน้าผู้เสียหาย ผู้ที่กระทำความผิดโดยดูหมิ่นซึ่งหน้าจะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ กฎหมายแพ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สถานะของบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ การกระทำความผิดตามกฎหมายแพ่ง ไม่มีโทษ ไม่มีการจำคุกหรือปรับ แต่ผู้ที่กระทำผิดจากที่กฎหมายกำหนดไว้ยังคงมีความรับผิดในทางแพ่งนั้น คือการรับผิดต่อผู้เสียหายในทางแพ่งอยู่ เช่น การชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญา การชดใช้ทรัพย์สินที่ตนได้ทำให้เกิดความเสียหาย หรือจะต้องถูกบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา เป็นต้น นอกจากนี้ กฎหมายแพ่งยังกำหนดในเรื่องสภาพและสถานะของบุคคล ได้แก่ ความมีสิทธิตามกฎหมาย ความสามารถในการเข้าทำสัญญาต่างๆ การตกอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา การมีสิทธิในการรับมรดก สิทธิในการสมรส เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การซื้อข้าวมาทาน สิ่งนี้เป็นสัญญาซื้อขายอย่างหนึ่ง หากทานเข้าไปแล้วเกิดปวดท้องต้องไปโรงพยาบาลเสียเงินค่ารักษา ผู้เสียหายก็สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ หรือแม้กระทั่งการถูกคนขับรถมาชน เราจะสามารถดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ได้รับการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของเรารวมทั้งตัวเราเองด้วย นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสิทธิในการรับมรดก ในกรณีที่เราเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาทีไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรือเมียน้อย เป็นต้น

การเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตนเองก็จะช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากกฎหมายและสามารถใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการป้องกันตนและเรียกร้องให้มีการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

สำหรับกฎหมายแพ่ง ผู้เขียนขอยกเอาเรื่องสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายในชีวิตประจำวันของวัยรุ่นมาอธิบายพอสังเขป ดังนี้

1. ความสามารถตามกฎหมายแพ่ง

          ความสามารถในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความสามารถในการคิดเลขเร็ว เตะฟุตบอลเก่ง แต่ความสามารถตามกฎหมายแพ่ง หมายถึง ความสามารถที่จะมีสิทธิหรือใช้สิทธิได้ตามที่กฎหมายแพ่งกำหนด ซึ่งได้แก่


    1.1 ความสามารถในการทำนิติกรรม

          ความสามารถในการทำนิติกรรม หมายถึง ความสามารถในการเข้าทำสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาซื้อขายรถ สัญญาเช่าบ้าน สัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ การให้กู้เงิน สัญญายกทรัพย์สินให้ ซึ่งผู้ที่จะเข้าทำสัญญาจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และเข้าใจในสัญญาที่ทำ เพื่อที่จะไม่ได้ถูกหลอกหรือโดนทำสัญญาที่เสียเปรียบ เพราะเหตุนี้ กฎหมายแพ่งจึงได้กำหนดให้ผู้ที่ทำสัญญาได้จะต้องบรรลุนิติภาวะเสียก่อน โดยกฎหมายสันนิษฐานว่าผู้ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เป็นผู้ที่มีความคิดความอ่านพอสมควร น่าที่จะไม่ถูกทำสัญญาที่เสียเปรียบหรือโดนหลอก จึงกำหนดให้ผู้ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์เป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะ สำหรับผู้เยาว์แม้อายุไม่ถึง 20 ปี กฎหมายก็อนุญาตให้ทำสัญญาได้ แต่เมื่อทำสัญญาไปแล้วก็ได้อนุญาตให้บิดา มารดา หรือผู้ที่ใช้อำนาจปกครองดูแลผู้เยาว์อยู่สามารถที่จะบอกยกเลิกสัญญาที่ผู้เยาว์ทำโดยเสียเปรียบได้ โดยเหตุที่ผู้เยาว์ยังอายุยังน้อยและด้วยประสบการณ์ที่สามารถที่จะคิดได้ถ้วนถี่ซึ่งอาจจะถูกหลอกโดยให้ทำสัญญาที่เสียเปรียบนั่นเอง เพราะเหตุนี้ กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วเท่านั้นจึงจะมีความสามารถทำสัญญาได้อย่างสมบูรณ์

สำหรับการบรรลุนิติภาวะนั้น นอกจากการมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว กฎหมายยังถือว่าผู้เยาว์ที่แต่งงานโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็เป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วเช่นกัน

    1.2 ความสามารถในการทำพินัยกรรม

แม้ว่าผู้เยาว์ที่ไม่บรรลุนิติภาวะจะมีความสามารถในการทำสัญญาหรือนิติกรรมได้ แต่มีนิติกรรมบางอย่าง เช่น การทำพินัยกรรม กฎหมายได้กำหนดอย่างชัดเจนว่า ผู้เยาว์จะทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุ 15 ปีบริบูรณ์เท่านั้น แม้จะมีอายุ 14 ปี 11 เดือน ก็ไม่สามารถทำพินัยกรรมได้ ถ้าทำไปก็จะทำให้พินัยกรรมนั้นใช้บังคับไม่ได้


    1.3 การจำกัดความสามารถในการทำนิติกรรมบางอย่างของผู้เยาว์

มีนิติกรรมบางอย่างที่กฎหมายเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และจะกระทบต่อกองทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยปกติแล้ว บิดา มารดา หรือผู้ที่ใช้อำนาจปกครองสามารถที่จะกระทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อข้าว ซื้อของใช้ที่จำเป็นให้แก่ผู้เยาว์ แต่ก็นิติกรรมบางอย่างที่ตัวผู้เยาว์เอง บิดามารดาหรือผู้ใช้อำนาจปกครองก็ไม่สามารถกระทำได้โดยปราศจากการอนุญาตของศาล เช่น การขาย หรือจำนองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้แก่บ้านและที่ดินของผู้เยาว์ การเช่าอสังหาริมทรัพย์เกินกว่าสามปี การให้กู้ยืมเงิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการนำเอาทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปใช้อันอาจกระทบต่อกองทรัพย์สินของผู้เยาว์ และอาจทำให้ผู้เยาว์ได้รับความเสียหายได้


2. การซื้อขาย

          การซื้อหรือการขายของเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ที่จะทำนิติกรรมหรือสัญญาซื้อขายได้จะต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถ และเมื่อได้ทำสัญญาแล้วสัญญานั้นก็จะมีผลสมบูรณ์ ผู้ซื้อก็จะต้องชำระราคาค่าสินค้า ส่วนผู้ขายก็จะต้องส่งมอบสิ่งของให้เป็นการตอบแทน แต่หากของที่ซื้อนั้นมีตำหนิหรือเสื่อมคุณภาพแล้ว ผู้ซื้อสามารถจะเรียกให้ผู้ขายชดใช้ได้ โดยอาจเรียกให้ชดใช้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีไม่มีตำหนิหรืออาจใช้สิทธิเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายที่เกิดจากการซื้อสินค้าที่มีตำหนิได้ เช่น นำเงินไปซื้อรถจักรยานยนต์แต่ปรากฏว่าตัวรถจักรยานยนต์มีสีถลอกหลายจุด ผู้ซื้อก็สามารถเรียกให้ผู้ขายมอบรถจักรยานยนต์ที่ไม่มีตำหนิได้


3. การเพิกถอนการฉ้อฉล

          การเพิกถอนการฉ้อฉล เป็นกรณีที่ผู้ขายปกปิดข้อความจริงที่ควรต้องแจ้งให้ผู้ซื้อทราบ เช่น สินค้ามีตำหนิ หรือหลอกลวงขายสินค้าโดยอ้างว่าเป็นของโบราณทั้งที่ความจริงผู้ขายได้ทำปลอมขึ้น ผู้ซื้อก็มีสิทธิยกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายได้ หรือรับเอาสินค้านั้นไว้และใช้เงินเพียงบางส่วนก็ได้


4. ละเมิด

          การกระทำละเมิดเป็นการทำให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน หรือเสรีภาพ ผู้ที่กระทำละเมิดจะต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ที่ถูกทำละเมิด เช่น นาย ก. ขับรถชนรถของ นาย ข. นาย ข. บาดเจ็บก็ยังสามารถเรียกค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายที่เกิดจากการไม่สามารถประกอบอาชีพได้ด้วย


5. การให้ยืมเงิน (การให้กู้เงิน)

          การให้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดให้การยืมเงินตั้งแต่ 50 บาท ต้องมีหลักฐานหรือหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ หากไม่มีการทำสัญญาหรือมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ ผู้ให้กู้ก็ไม่สามารถเรียกให้ผู้กู้ชำระเงินได้


6. ทรัพย์สิน

          ทรัพย์หรือทรัพย์สิน คือ สิ่งที่มีรูปร่างหรือไม่มีรูปร่างซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ เช่น สบู่ 1 ก้อน ก็เป็นทรัพย์สิน ใครเอาสบู่ของเราไป เราก็มีสิทธิติดตามเอาคืนได้ หรือสิทธิในบทเพลงที่เราเรียกกันว่า ลิขสิทธิ์ ก็เป็นทรัพย์อย่างหนึ่ง เมื่อมีผู้เอาไปทำเป็นเทปผี ซีดีเถื่อน หรือเอาไปเปิดในร้านอาหารเราก็สามารถไปแจ้งตำรวจให้จับกุมได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถเรียกค่าเสียหายหรือค่าสิทธิในบทเพลงนั้นๆ ได้ด้วย ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องทรัพย์หรือทรัพย์สินจะเป็นประโยชน์ต่อเราในการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเราไม่ให้บุคคลได้ล่วงละเมิดได้


    6.1 สังหาริมทรัพย์

             สังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ได้นำเอาติดตัวหรือขนส่งไปได้ เช่น กระเป๋า รถยนต์ คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งปากกา ผู้ที่เป็นเจ้าของกฎหมายเรียกว่าเป็นผู้ทรงกรรมสิทธ์ บุคคลอื่นที่จะเอาทรัพย์สินของเราไปจะต้องได้รับอนุญาต หากเป็นการหยิบฉวยของที่เราทำตกหล่นหรือขอยืมแล้วไม่คืนเราก็มีสิทธิติดตามเอาทรัพย์ของเราคืนได้ หากผู้ที่เอาไปหรือเก็บได้ไม่คืนก็จะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา เช่น ลักทรัพย์ หรือยักยอกได้


    6.2 อสังหาริมทรัพย์

             อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บ้าน ที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่ติดกับที่ดินที่มีลักษณะถาวร เช่น โรงงาน ต้นไม้ยืนต้น สนามเทนนิส เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถ้าจะทำการซื้อขายกฎหมายกำหนดให้ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กัน ทั้งนี้ เพราะทรัพย์เหล่านี้มีราคาสูงกฎหมายจึงต้องควบคุมไม่ให้มีการหลอกขายกัน มิฉะนั้นแล้วก็จะมีคนอ้างว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของตนแล้วขายให้ผู้อื่นไปทั้งที่จริงแล้วเป็นของบุคคลอื่น โฉนดหรือทะเบียนที่ดินจึงเป็นเอกสารที่แสดงความเป็นเจ้าของที่ดิน


7. ครอบครัว

          ในอดีตสังคมไทยมีลักษณะเป็นครอบครัวใหญ่ที่ พ่อ แม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย มาอยู่ร่วมกัน แต่ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มมีลักษณะเป็นครอบครัวเดียวเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ มีเฉพาะ พ่อ แม่ ลูก กฎหมายแพ่งไม่ได้กำหนดในเรื่องขนาดของครอบครัว แต่เป็นกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับสถานะของคนในครอบครัวว่า การจะเป็นสามีภรรยาที่ถูกกฎหมายจะต้องมีการจดทะเบียนสมรส
การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจะต้องดำเนินการอย่างไร สินสมรส หรือของหมั้นต่างกันอย่างไร หากสามีภรรยาหย่ากันจะแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไร แล้วลูกที่จะต้องแยกไปอยู่กับพ่อหรือแม่จะได้รับค่าอุปการะหรือไม่ กฎหมายแพ่งในเรื่องของครอบครัวจะทำให้วัยรุ่นได้เข้าใจถึงสภาพการเป็นครอบครัวและความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างคนในครอบครัวว่ามีอยู่อย่างไร


    7.1 การหมั้น

             การหมั้น คือการที่ชายและหญิงตกลงกันว่าจะทำการสมรสกันตามกฎหมาย โดยชายจะต้องเอาของหมั้นไปให้แก่หญิงที่จะทำการสมรส ของหมั้นนั้นจะต้องให้ในวันที่หมั้น หากให้ของหมั้นในภายหลังหรือทำสัญญากู้ไว้ให้ไม่ถือเป็นของหมั้น หญิงจะเรียกให้ชายช่วยส่งมอบของหมั่นไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าถ้าจะสมรสหรือแต่งงานกันนั้นจะต้องทำการหมั้นก่อน ชายและหญิงจะแต่งงานกันโดยไม่ต้องทำสัญญาหมั้นกันก็ได้ และเมื่อได้ทำสัญญาหมั้นกันแล้ว ต่อมาชายไม่แต่งงานด้วย หญิงก็ริบของหมั้นได้ แต่ถ้าหากหญิงเกิดเปลี่ยนใจไม่แต่งงานกับชาย หญิงก็ต้องมอบของหมั้นคืนให้กับผู้ชาย


    7.2 สินสอด

             สินสอด คือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่บิดา มารดา หรือผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิง เพื่อเป็นการตอบแทนจากการที่หญิงยอมสมรสกับชาย สินสอดนั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมอบให้กันเมื่อใด ซึ่งต่างจากของหมั้นที่ต้องมอบให้กันในขณะที่ทำการหมั้น ถ้าฝ่ายชายไม่มีเงินก็สามารถทำสัญญากู้ไว้ให้ได้ สัญญากู้ที่ทำมีผลใช้บังคับได้ เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาชายต้องนำเงินมามอบให้กับฝ่ายหญิง และเมื่อสัญญาสินสอดเกิดขึ้นแล้วหากชายไม่สามารถสมรสกับหญิงได้ โดยที่หญิงเป็นโรคติดต่อร้ายแรง เช่น โรคเอดส์ หรือหญิงไปร่วมประเวณีกับชายอื่น ชายก็สามารถเรียกสินสอดคืนได้


    7.3 การสมรส

กฎหมายได้กำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการสมรสที่สำคัญไว้ดังต่อไปนี้

   1. ชายและหญิงจะต้องมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ถ้าอายุต่ำกว่านี้ไม่สามารถทำการสมรสได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต
   2. ชายหรือหญิงจะต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ
   3. จะต้องไม่เป็นญาติสืบสายโลหิตหรือพี่น้องบิดามารดาเดียวกัน หรือเป็นพี่น้องร่วมแต่บิดาหรือร่วมแต่มารดา
       เดียวกัน
   4. ห้ามผู้รับบุตรบุญธรรมแต่งงานกับบุตรบุญธรรม
   5. จะทำการแต่งงานในขณะที่ชายหรือหญิงมีคู่สมรสอยู่แล้วไม่ได้
   6. สำหรับผู้เยาว์ซึ่งมีอายุมากกว่า 17 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี ซึ่งกฎหมายถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะนั้น จะทำการแต่งงาน
      ได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากบิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครอง
   7. ชายและหญิง ทั้ง 2 คนจะต้องยินยอมที่จะแต่งงานกัน และประการสุดท้าย
   8. การแต่งงานจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อทั้งคู่ได้ไปจดทะเบียนสมรสกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย


    7.4 การหย่า

            การหย่าเป็นการยุติชีวิตการแต่งงาน ซึ่งอาจทำได้ด้วยความตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย ทำหนังสือหย่าและนำหนังสือนั้นไปจดทะเบียนหย่าที่ว่าการอำเภอหรือเขต หรือในกรณีที่อีกฝ่ายไม่ยอมหย่า อีกฝ่ายก็สามารถฟ้องและให้ศาลมีคำสั่งให้หย่าได้ แต่ทั้งนี้ ต้องมีเหตุหย่าตามที่กฎหมายกำหนดด้วย ซึ่งได้แก่ สามีอุปการะเลี้ยงดู หญิงอื่นฉันภริยา ภรรยามีชู้ หรือในกรณีที่สามีหรือภรรยาทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกิน 1 ปี และเมื่อหย่ากันแล้วทั้งสองฝ่ายยังจะต้องทำความตกลงในเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย

        7.4.1 ทรัพย์สินภายหลังการหย่า

กฎหมายได้แบ่งทรัพย์สินของสามีและภรรยาออกเป็น 2 ประเภท คือ

   1. สินส่วนตัว หมายถึง ทรัพย์สินที่มีติดตัวอยู่ก่อนการสมรส หรือเป็นทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้ในขณะสมรส โดยระบุว่าเป็นสินส่วนตัว สำหรับสินส่วนตัวนี้ไม่ต้องทำการแบ่งของใครของมัน
    2. สินสมรส เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรส เช่น หลังจากการสมรส สามีทำงานได้เงินเดือนฝากธนาคาร
เดือนละ 10,000 บาท ส่วนภรรยาทำงานได้เงินเดือนฝากธนาคารเดือนละ 2,000 บาท เมื่อหย่ามีเงินอยู่ในบัญชี 1 ล้านบาท สามีต้องแบ่งให้ภรรยา 5 แสนบาท เป็นต้น แม้ว่าภรรยาจะมีเงินฝากน้อยกว่าสามี ทั้งนี้ กฎหมายถือว่าเป็นทรัพย์สินที่สามีภรรยาทำมาหาได้ร่วมกันต้องแบ่งกันคนละครึ่ง

       7.4.2 อำนาจปกครองบุตร

             เมื่อพ่อแม่หย่ากันแล้วลูกจะไปอยู่กับใคร ในเรื่องนี้ต้องตกลงกันได้กฎหมายจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ศาลจะเป็นผู้ตัดสินโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่บุตรจะได้รับจากการเลี้ยงดู เช่น พ่อหรือแม่ที่จะดูแลมีฐานะการเงินมั่นคง มีเวลาสั่งสอนอบรมลูก ส่วนฝ่ายที่ไม่ได้เลี้ยงดูลูกศาลก็จะเป็นผู้กำหนดให้ต้องจ่ายค่าอุปการะบุตรตามความเหมาะสมของรายได้


  
7.5 สิทธิและหน้าที่ของบุตรต่อบิดามารดา

           กฎหมายได้กำหนดให้บุตรมีสิทธิและหน้าที่ต่อบิดามารดา ในขณะเดียวกันบิดามารดาก็มีหน้าที่และสิทธิต่อบุตรเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น บุตรสามารถใช้ชื่อ สกุลของบิดาได้ บุตรมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและให้การศึกษาจากบิดามารดา ในขณะเดียวกันบุตรก็มีหน้าที่ต้องดูแลบิดามารดาด้วย บุตรมีสิทธิรับมรดกของบิดามารดา บิดามารดาก็มีสิทธิรับมรดกของบุตรด้วย นอกจากนี้ บิดามารดาจะมีอำนาจปกครองบุตร ซึ่งได้แก่ การทำโทษเมื่อบุตรทำผิดเพื่อเป็นการสั่งสอนตามสมควร เป็นต้น


8. การรับมรดก

           มรดก คือ ทรัพย์สินของคนตายที่ตกทอดสู่ทายาทตามกฎหมายแพ่งได้แบ่งทายาทออกเป็น 2 ประเภท กล่าวคือ ทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นทายาทที่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ได้แก่

  1. ผู้สืบสันดาน (ลูก สามี หรือภรรยาแล้วแต่ว่าใครตาย)
  2. บิดามารดาของผู้ตาย
  3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
  4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
  5. ปู่ ย่า ตา ยาย
  6. ลุง ป้า น้า อา

          ส่วนทายาทโดยพินัยกรรม คือ ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกเพราะพินัยกรรมกำหนดไว้ ซึ่งอาจจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือบุคคลภายนอก เช่น เพื่อนสนิทก็ได้ สำหรับบุตรนอกสมรส กล่าวคือ เป็นบุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้สมรสกัน หากบิดาตายก็มีสิทธิรับมรดกของบิดา ทั้งนี้ จะต้องมีการฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าตนเองเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาผู้ตาย และเมื่อศาลมีคำสั่งบุตรผู้นั้นก็ย่อมมีสิทธิรับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานของบิดาได้

 

 


 


พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509



พระราชบัญญัติสถานบริการ เป็นกฎหมายที่ควบคุมการประกอบกิจการของสถานบริการ ซึ่งได้แก่

   1. สถานที่เต้นรำ
   2. สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา จำหน่ายและมีหญิงบริการลูกค้าโดยมีการพักผ่อน หลับนอนหรือมีบริการนอกให้แก่
       ลูกค้า
   3. สถานที่อาบน้ำ นวดหรืออบตัวซึ่งมีผู้ให้บริการแก่ลูกค้า
   4. เป็นสถานที่ขายอาหารซึ่งมีคนจัดแสดงหรือมีการแสดงอื่นใดเพื่อความบันเทิง

เหตุที่กฎหมายต้องควบคุมการประกอบกิจการของสถานบริการเหล่านี้ก็เนื่องจากกฎหมายไม่ประสงค์ให้มีการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เช่น การค้ายาเสพติด หรือการเล่นการพนัน การค้าประเวณีหรือเป็นแหล่งมั่วสุมของเยาวชน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ผู้ที่จะประกอบกิจการสถานบริการได้ก็ต้องขอใบอนุญาตและต้องมีการต่อใบอนุญาตทุกปี

สำหรับวัยรุ่นที่ประสงค์จะเข้าไปใช้บริการไม่ว่าจะเป็น เธค ผับ หรือค๊อกเทลเล้าว์ กฎหมายได้กำหนดห้ามเจ้าของร้านยินยอมหรือปล่อยให้วัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ หากเจ้าของร้านยินหรือปล่อยให้วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการก็อาจจะถูกสั่งพักใบอนุญาตและหากกระทำความผิดบ่อยๆก็อาจถูกสั่งปิดหรือไม่ต่อใบอนุญาตการประกอบกิจการก็ได้

 

 


 


พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.



           พระราชบัญญัติการพนัน เป็นกฎหมายที่กำหนดลักษณะและประเภทของการพนัน

กฎหมายฉบับนี้จะกำหนดว่าการพนันประเภทใดห้ามเล่นโดยเด็ดขาดและการพนันชนิดใดสามารถเล่นได้แต่ต้องมีการขอใบอนุญาต

          การพนันฟุตบอล เป็นสิ่งที่นิยมกันในหมู่วัยรุ่นที่มีจิตใจรักการกีฬาแต่ไม่ได้ชอบเล่นกีฬา ว่ากันว่าในปีหนึ่งๆ ในประเทศไทยมีเงินหมุนอยู่ในวงการพนันฟุตบอลหลายพันล้านบาท แต่ผู้ที่เล่นพนันส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นผู้ชนะ ผู้ชนะที่แท้จริงคือเจ้ามือซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ มาเปิดกิจการรับแทงพนันฟุตบอลในประเทศไทย โดยมีคนไทยมารับช่วงเป็นโต๊ะบอลต่ออีกเป็นทอดๆ เงินที่ได้มาจากการเงินพนันก็เป็นเงินร้อนได้มาไม่นานก็หมด เมื่อหมดก็ไปเล่นใหม่ถ้าไม่มีเงินจ่ายก็ถูกทวง ถูกตามทำร้าย ส่วนเวลาที่ชนะทายผลฟุตบอลถูกเจ้ามือโกงก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่รับบังคับให้และถ้าถูกตำรวจจับได้ก็จะถูกปรับและอาจถูกจำคุกด้วย     นอกจากนี้ การพนันในโรงเรียน เช่น การเล่นไพ่ การทายเหรียญ การเล่นภาพแข่งกัน รวมไปถึงการพนันในลักษณะต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นความผิดซึ่งมีโทษทางอาญาเช่นเดียวกัน

 


 


พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.



          วัยรุ่นที่ต้องการเงินไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายมักหาทางออกด้วยวิธีการเอาตัวเข้าแลก เพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน ไม่ว่าจะนำเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามประสาวัยรุ่น หรือมีความจำเป็นเพราะทางบ้านที่มีฐานะลำบากก็ตาม ปัจจุบันวัยรุ่นไทยได้เดินเข้าสู่วงการนี้เป็นจำนวนมาก หญิงสาวหน้าตาดีมักจะได้รับค่าตอบแทนในอัตราสูง แต่อย่างไรก็ตามผลที่เกิดจากการค้าประเวณีก็ไม่ได้ทำให้หญิงหรือชายที่ทำอาชีพเหล่านี้มีความสุข อาจจะถูกผู้ที่มาเที่ยวทำร้าย อาจจะติดโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็น กามโรคหรือเอดส์ พออายุ 28-29 ก็ไม่มีใครสนใจ ต้องตกอันดับมาเป็นหมอนวด
แผนโบราณราคาถูก  ในที่นี้กฎหมายไม่ได้ห้ามการมีเพศสัมพันธ์ หากว่าบุคคลนั้นอายุเกินกว่า 18 ปีแล้ว แต่สิ่งที่กฎหมายห้าม คือ การค้าประเวณี ซึ่งหมายถึงการยอมมีเพศสัมพันธ์หรือการกระทำใดๆ เพื่อให้สำเร็จความใคร่ในกามารมณ์ของผู้อื่น (ไม่ว่าจะเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ตาม) และต้องเป็นการทำไปเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์ใดๆ เช่น แก้ว แหวน เงิน ทอง เป็นต้น ทั้งนี้ เพราะนอกจากจะเป็นช่องทางในการแพร่เชื้อโรคร้ายแล้ว ยังเป็นการบ่อนทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวและกระทบต่อความมั่นคงของประเทศด้วย สำหรับผู้ที่ทำการค้าประเวณีกฎหมายได้กำหนดให้ต้องรับผิดจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 


 


พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541



            พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ใช้
แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองในเรื่องของสัญญาจ้าง การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การกำหนดระยะเวลาของการ
ทำงาน เวลาพัก วันหยุดงาน การทำงานในวันหยุด วันลา ค่าตอบแทนในการทำงาน สวัสดิการในการทำงาน ค่าปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง การควบคุมการใช้แรงงานของลูกจ้าง การเรียกร้องเงินทดแทนจากการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน การเรียกร้องค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษจากการทำเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด ตลอดจนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและการเรียกร้องสิทธิที่จะได้รับเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงินหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย


  1. อายุของลูกจ้างเด็ก
สำหรับเด็กหรือเยาวชนกฎหมายได้กำหนดอายุของเด็กที่จะเข้ามาสู่ตลาดแรงงาน
ไว้ว่าห้ามมิให้มีการใช้แรงงานต่ำกว่า 15 ปี เนื่องจากเป็นอายุนี้ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน เนื่องจากการจ้างแรงงานเด็กจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทำลายอนาคตทางการศึกษาของเด็กที่ควรจะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพในอนาค

  2. เวลาทำงาน
กฎหมายได้กำหนดให้มีการคุ้มครองลูกจ้างที่เป็นเด็กหรือเยาวชนในเรื่อง ที่เกี่ยวกับระยะเวลาการทำงาน เวลาพัก ไว้
ดังนี้

     2.1 นายจ้างต้องให้ลูกจ้างเด็กมีเวลาพักวันหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง ติดต่อกันหลังจากที่ได้ทำงานมาแล้วไม่เกิน
           4 ชั่วโมง นอกจากนี้ในสี่ชั่วโมงนั้นต้องให้ลูกจ้างเด็กได้มีเวลาพักตามที่นายจ้างกำหนดด้วย
     2.2 ห้ามมิให้ลูกจ้างเด็กทำงานในระหว่างเวลา 22.00-06.00 น. เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนและควรเป็นเวลาที่เด็ก
          ได้พักผ่อน
     2.3 การทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด กฎหมายได้กำหนดห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า
          18 ปี ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดด้วย ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าเด็กควรจะได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ
          เพราะการทำงานล่วงเวลาหรือการทำงานในวันหยุดอาจทำให้เด็กเกิดความเครียด และขาดโอกาสในการศึกษา
          หาความรู้

  3. การห้ามลูกจ้างเด็กทำงานบางประเภท
          งานบางอย่างบางประเภทเป็นงานที่อันตราย กฎหมายซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองแรงงานเด็ก จึงได้กำหนดไม่ให้นายจ้างให้ลูกจ้างเด็กทำงานที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อแรงงานเด็ก ซึ่งได้แก่ งานเป่าหรือรีดโลหะ งานปั้มโลหะ งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียงและแสงที่มีระดับแตกต่างจากปกติ งานเกี่ยวกับสารเคมี กัมมันตภาพรังสี งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ งานทำความสะอาดเครื่องจักร เครื่องยนต์ งานที่ต้องทำบนนั่งร้าน งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ หรืออุโมงค์ เป็นต้น


  4. การห้ามลูกจ้างเด็กทำงานในสถานที่ที่กฎหมายกำหนด
          นอกจากการห้ามลูกจ้างเด็กทำงานบางประเภทแล้วกฎหมายยังกำหนดมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในสถานที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย เช่น โรงฆ่าสัตว์ สถานที่เล่นการพนัน สถานที่เต้นรำ สถานที่ที่มีอาหาร สุรา โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้าหรือมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอน หรือมีบริการนวดให้ลูกค้า เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายเล็งเห็นว่าสถานที่ดังกล่าวไม่มีความเหมาะสำหรับเด็กหรือเยาวชนซึ่งยังมีความคิดที่อ่อนด้อยด้วยประสบการณ์ การที่จะต้องไปทำงานในสถานที่ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ หรืออาจได้รับอันตรายจากสถานทีที่ที่ทำงานได้

  5. การตอบแทนการจ้างงาน
          ลูกจ้างเด็กแม้จะเป็นเด็ก แต่กฎหมายก็กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตอบแทนการใช้แรงงานของเด็กอย่างเต็มที่ และการจ่ายค่าจ้างนั้นนายจ้างจะจ่ายให้กับบุคคลอื่นไม่ได้ ในกรณีนี้นายจ้างได้จ่ายเงินหรือได้ให้สิ่งตอบแทนใดๆ แก่ลูกจ้างเด็กหรือพ่อแม่ของลูกจ้างเด็กเป็นการล่วงหน้าก่อนมีการจ้าง หรือก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างในแต่ละครั้ง กฎหมายมิให้ถือว่าเป็นการจ่ายค่าจ้างหรือรับค่าจ้างสำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก และห้ามนายจ้างนำเงินหรือสิ่งตอบแทนนี้ให้ไปมาหักกับค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้กับลูกจ้างเด็กด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองลูกจ้างเด็กมิให้ต้องถูกหักเงินค่าจ้างโดยนำเงินนั้นไปจ่ายให้กับบุคคลอื่น ซึ่งลูกจ้างเด็กก็ควรจะได้รับเงินจากการจ้างงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

  6. การลาเพื่อเข้าฝึกอบรม
          ดังที่ได้กล่าวไปแล้วตั้งแต่ต้น กฎหมายมีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองโอกาสทางการศึกษาของลูกจ้าง โดยเฉพาะลูกจ้างเด็ก สิ่งนี้จะเป็นโอกาสให้ลูกจ้างเด็กได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ ตลอดจนเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน กฎหมายจึงได้กำหนดให้ลูกจ้างเด็กมีสิทธิลาเพื่อเข้าประชุมสัมมนาหรือรับการอบรม ซึ่งจัดโดยสถานศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน แต่อย่างไรก็ตามลูกจ้างเด็กจะต้องแจ้งล่วงหน้าให้นายจ้างทราบพร้อมแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องซึ่งปีหนึ่งลูกจ้างเด็กสามารถลาไปประชุมหรือฝึกอบรมได้ไม่เกิน 30 วัน สำหรับนายจ้างกฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเด็กระหว่างที่ลาไปเข้ารับการอบรมด้วย

  7. การคุ้มครองในเรื่องเพศ
          ความปลอดภัยในเรื่องเพศเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเด็กคงไม่มีโอกาสหรือหนทางที่จะป้องกันการถูกคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศโดยเฉพาะจากนายจ้างซึ่งอยู่ในสถานะที่เหนือกว่ารวมไปถึงผู้ควบคุมงานหรือผู้ตรวจงาน โอกาสเสี่ยงที่จะถูกล่วงละเมิดทางเพศของลูกจ้างเด็กจึงมีค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงกำหนดห้ามทั้งนายจ้างและผู้ควบคุมงานมิให้กระทำล่วงละเมิดทางเพศแก่ลูกจ้างเด็ก หากไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกลงโทษซึ่งนอกจากจะมีโทษทางอาญาแล้วยังจะต้องถูกปรับเงินอีกไม่เกินสองหมื่นบาทตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

 

 


 



ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 (การสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิการเด็ก)

 


     ได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 บังคับใช้โดยเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันมีเด็กกำพร้าอนาถาที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู เด็กซึ่งประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยและเด็กที่ตกอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่อาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งเด็กเหล่านี้หากไม่ได้รับการปฏิบัติดูแลและคุ้มครองอย่างเหมาะสมแล้วก็จะเป็นภัยแก่สังคมและประเทศชาติได้ คณะปฏิวัติเห็นว่านอกจากหน่วยงานของรัฐที่จะตรวจดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว พ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กก็ควรเข้ามามีส่วนช่วยในการอบรมเลี้ยงดูเด็กของตนด้วย จึงได้มีการออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวข้างต้น ดังต่อไปนี้

สำหรับหลักเกณฑ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วมักใช้กับเด็กที่มีปัญหา แต่เด็กที่ไม่มีปัญหาหรือไม่ได้ก่อความเดือดร้อนให้ใครก็สามารถใช้บริการได้เพราะหน่วยงานรัฐก็ได้จัดสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัวไว้ซึ่งเด็กที่อยากทราบข้อมูลหรือคำแนะนำก็สามารถสอบถามปัญหาได้

ส่วนเด็กที่เร่ร่อนหรือประพฤติตนไม่สมควร เช่น ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้อื่น หรือลักขโมยก็จะเข้าสู่กระบวยการตามหลักเกณฑ์ในประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้ โดยแบ่งออกเป็น

1. สถานที่สงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิการเด็ก
สถานแรกรับเด็ก เป็นสถานที่รับเด็กไว้ชั่วคราวเพื่อพิจารณาว่าจะสงเคราะห์เด็กหรือคุ้มครองสวัสดิการที่เหมาะสมแก่เด็กด้วยวิธีการอย่างไรจึงจะเป็นการดีที่สุด หลังจากนั้นจึงจะจัดส่งเด็กไปตามสถานที่ที่เห็นสมควรซึ่งได้แก่ สถานที่สงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิการเด็ก เป็นสถานที่ให้ความช่วยเหลือแก่เด็กให้ความรู้ ฝึกอาชีพ ตลอดจนการแก้ไขความประพฤติของเด็กให้อยู่ในในแนวทางที่เหมาะสม สถานสงเคราะห์และสถานคุ้มครองเด็กที่ได้ยินกันทั่วไป ได้แก่ กองแรกรับ (บ้านเมตตา) บ้านกรุณา บ้านมุทิตา สถานแรกรับเด็กชายภาคใต้ เป็นต้น

   1.1 สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็กที่มีอายุไม่เกิน 17 ปีบริบูรณ์ เด็กที่เข้ามาอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กมัก
        เป็นกรณีที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลหรือประสบปัญหา โดยส่วนใหญ่สถานรับเลี้ยงเด็กจะเป็นของเอกชน
        โดยรัฐจะให้เงินสนับสนุนในการดำเนินงาน
   1.2 สถานสงเคราะห์เด็ก เป็นสถานที่ให้การอุปการะเลี้ยงดูสำหรับเด็กซึ่งควรได้รับการสงเคราะห์ ซึ่งได้แก่

        (1) เด็กที่ไม่มีบิดา มารดา
        (2) บิดา มารดาหรือผู้ปกครองทอดทิ้งไว้
        (3) เป็นกรณีที่บิดา มารดาหรือผู้ปกครองเลี้ยงดูไม่เหมาะสมหรือไม่สามารถเลี้ยงดูได้เพราะเหตุที่ถูกจำคุกกักขัง
            พิการ ป่วยทางร่างกาย หรือจิตใจ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เป็นอันตรายแก่เด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจได้
        (4) เด็กมีความพิการทางร่างกาย สมอง สติปัญญาหรือจิตใจ
   1.3 สถานคุ้มครองสวัสดิการเด็ก เป็นสถานที่ให้การศึกษาอบรม ฝึกอาชีพ และแก้ไขความประพฤติแก่เด็กซึ่งมีปัญหา
        ทางความประพฤติ และมีอายุเกิน 17 ปีบริบูรณ์

2. กระบวนการในการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิการเด็กและเยาวชน
        กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เด็กและเยาวชนจะต้องเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิการเด็กและเยาวชนโดยทันที

ในเรื่องนี้กฎหมายได้กำหนดกระบวนการเอาไว้ว่าก่อนที่จะส่งตัวเด็กเข้าสถานสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิการเด็กและเยาวชนหรือในกรณีที่เห็นว่าไม่สมควร เนื่องจากยังมีวิธีการอย่างอื่นที่สามารถทำได้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องส่งตัวเด็กหรือเยาวชนเข้าสู่สถานสงเคราะห์และคุ้มครอง สวัสดิการเด็กโดยมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    2.1 การสงเคราะห์เด็ก ก่อนการส่งตัวเด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์นั้น พนักงานเจ้าหน้าที่อาจดำเนินการดังต่อไปนี้

        (1) พิจารณาช่วยเหลือครอบครัวของเด็กนั้นเพื่อให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กสามารถอุปการะเลี้ยงดูเด็ก
             ได้ตามควรแก่อัตภาพ
        (2) มอบเด็กให้อยู่ในความอุปการะของบุคคลอื่น หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานสงเคราะห์เด็กของเอกชน
        (3) มอบเด็กให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น และถ้าไม่สามารถ
             ดำเนินการตาม (1), (2) และ (3) ได้ก็ให้มีการดำเนินการตาม (4)
        (4) รับเด็กไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานสงเคราะห์เด็กของทางราชการ

   2.2 การคุ้มครองสวัสดิการเด็ก เด็กที่ยังได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้ ได้แก่เด็กซึ่งมีปัญหาทางความประพฤติ อันได้แก่ เด็กที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่สามารถควบคุมความประพฤติได้ หรือเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควร ซึ่งก่อนที่จะส่งตัวเด็กเข้าสู่สถานคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กนั้นให้มีการดำเนินตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

          (1) ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับการว่ากล่าวตักเตือนมาแล้ว ทำทัณฑ์บนโดยกำหนดให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กระวังมิให้เด็กนั้นประพฤติตนไม่สมควรอีกตลอดเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ทำทัณฑ์บน และกำหนดเบี้ยปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทซึ่งบิดามารดาหรือผู้ปกครองจะต้องชำระเมื่อผิดทัณฑ์บน และเมื่อได้ปรับฐานผิดทัณฑ์บนแล้วให้มีอำนาจส่งเด็กไปยังสถานแรกรับเด็ก หรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพอย่างอื่นตามที่เห็นสมควร
          (2) ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือเด็กได้รับการบริการจากสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว
          (3) สอดส่องความประพฤติของเด็ก
          (4) ส่งเด็กไปอยู่ในความปกครองดูแลของบุคคลหรือองค์การที่เหมาะสม และถ้าไม่สามารถดำเนินการตาม (1)
               (2), (3) และ (4) ได้ก็ให้มีการดำเนินการตาม (5)
         (5) ส่งเด็กไปยังสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และถ้าเด็กซึ่งกำลังได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพอยู่หลบหนีจากสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ก็อาจจะมีการร้องขอต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนให้ส่งเด็กซึ่งทำการหลบหนีนั้นไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กหรือสถานที่ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการฝึกและอบรมเด็กบางจำพวก

3. การสอดส่องความประพฤติของเด็ก
พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจแนะนำตักเตือนให้เด็กต้องปฏิบัติได้ในเรื่อง ดังต่อไปนี้

(1) ห้ามมิให้เด็กเข้าไปในสถานที่ที่กำหนดหรือคบหาสมาคมกับบุคคลใด อันจะเป็นเหตุจูงใจให้เด็กประพฤติชั่ว
(2) ห้ามมิให้เด็กเที่ยวเตร่ในเวลาค่ำคืนตามเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด
(3) ให้เด็กรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นครั้งคราว
(4) ให้เด็กศึกษาหรือประกอบอาชีพภายใต้การควบคุมดูแลของพนักงานเจ้าหน้าที่ และถ้าไม่สามารถดำเนินการตาม (1), (2), (3), และ (4) ได้ก็ให้มีการดำเนินการตาม (5)
(5) วางข้อกำหนดอื่นใดเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขความประพฤติของเด็ก
ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ....
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการปรับปรุงกฎหมาย 2 ฉบับรวมเป็นฉบับเดียวกันคือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 (กฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก) และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 (กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา) โดยได้กำหนดนิยามคำว่า "เด็ก" หมายความว่า บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มุ่งช่วยเหลือเด็กทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติทั่วไป เด็กที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เด็กที่ถูกทารุณกรรม หรือเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิดโดยอาศัยความร่วมมือและความรับผิดชอบของครบครัวเป็นหลักเบื้องต้น หากครอบครัวไม่สามารถรับผิดชอบได้ก็จะให้การช่วยเหลือเด็กด้วยทางเลือกอื่น คือ จะมีระบบการส่งเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพและส่งเสริมความประพฤติเด็ก ซึ่งทั้ง 3 ระบบนี้จะเกี่ยวโยงกันไม่แบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ กำหนดให้มีคณะกรรมการทั้งระดับชาติและระดับจังหวัดเพื่อกำกับดูแลเสนอนโยบายและประสานงานแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ปฏิบัติงานด้านการสงเคราะห์คุ้มครองสวัสดิภาพและส่งเสริมความประพฤติเด็ก โดยในระดับชาติ ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ส่วนในระดับจังหวัด ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดกำหนดให้องค์กรทางสังคมตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน องค์กรภาครัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้ามามีบทบาทร่วมดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อช่วยเหลือดูแลเด็ก และกำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนคุ้มครองเด็กเพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการสงเคราะห์คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติเด็กโดยรัฐบาลมอบเงินทุนประเดิมให้ส่วนหนึ่ง

สาระสำคัญอีกประการหนึ่งของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ กำหนดให้มีมาตรการจัดให้เด็กทำงานบริการสังคมหรืองานสาธารณะประโยชน์ในกรณีเด็กประพฤติตนไม่สมควรโดยซื้อหรือเสพสุราหรือบุหรี่ หรือเข้าไปในสถานที่เฉพาะเพื่อการจำหน่ายหรือเสพสุราหรือบุหรี่อันเป็นมาตรการหนึ่งที่อยู่ในระบบคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ประสงค์ให้มีกฎหมายห้ามเด็กในเรื่องดังกล่าว

 





คำถาม (ประมวลกฎหมายอาญา)

คำถาม 1.
ด.ญ. ช. บ้านมีฐานะยากจนวันหนึ่งมาโรงเรียนเห็นเพื่อนมีกล่องดินสอใหม่มาอวดจึงเกิดความอิจฉาเพื่อน เพราะตัวเองต้องใช้กล่องดินสอเก่าๆ ที่พ่อซื้อให้ตั้งแต่ชั้นป.6 จึงคิดที่จะเอากล่องดินสอของเพื่อนไปทิ้งเสีย ระหว่างพักกลางวันทุกคนออกไปกินข้าว ด.ญ.ช. จึงแอบเอากล่องดินสอใหม่ของเพื่อนไปทิ้ง ด.ญ. ช. จะมีความผิดในข้อหาลักขโมยกล่องดินสอของเพื่อนหรือไม่
ตอบ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ซึ่งกำหนดการกระทำความผิดในเรื่องของการลักทรัพย์ โดยมีสาระสำคัญว่า การลักทรัพย์นั้น คือ การเอาทรัพย์ของผู้อื้นไปโดยทุจริต หมายถึง ประสงค์จะเอาไปใช้เพื่อตนเอาไปขายหรือเอาไปให้ผู้อื่น แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คือ ด.ญ. ช. อิจฉาเพื่อนจึงต้องการเอากล่องดินสอไปทิ้ง จึงไม่ได้มีเจตนาที่จะยึดถือครอบครองกล่องดินสอนั้น แต่เป็นเจตนาที่จะทำลายกล่องดินสอหรือทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
คำถาม 2.
นายหนึ่งกับนายสองเป็นคู่อริกัน เนื่องจากไปชอบสาวคนเดียวกัน วันหนึ่งนายหนึ่งเรียกนายสองมาพบเพื่อเจรจาไม่ให้ยุ่งกับสาวที่หมายปอง นายสองไม่พอใจจึงชกต่อยนายหนึ่งจนล้มพับจากนั้นจึงใช้เท้าเหยียบอกนายหนึ่งแล้วบอกห้ามไม่ให้นายหนึ่งยุ่งกับสาวคนนี้อีกนายหนึ่งเก็บเอาความแค้นกลับบ้าน และวันรุ่งขึ้นจึงได้ไปขโมยปืนของพ่อมาที่โรงเรียน ระหว่างที่กำลังเข้าแถวนายหนึ่งได้จังหวะจึงชักปืนออกมายิงนายสองบาดเจ็บสาหัส ส่วนเพื่อนๆ พลอยโดนลูกหลงไปด้วย ตาย 1 คน บาดเจ็บอีก 3 คน อีก 2 วันต่อมา นายสองทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจตายที่โรงพยาบาล ในเรื่องนี้นอกจากนายหนึ่งจะต้องรับผิดฐานทำให้นายสองถึงแก่ความตายแล้วยังจะต้องรับผิดต่อความตายและบาดเจ็บของเพื่อนที่โดนลูกหลงด้วยหรือไม่
คำตอบ
ตามประมวลกฎหมายได้กำหนดความผิดในกรณีของการฆ่าผู้อื่นไว้ใน มาตรา 288 ซึ่งระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี-20 ปี แต่ถ้าเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนผู้กระทำจะต้องถูกระวางโทษประหารชีวิต ในเรื่องนี้เห็นได้ชัดว่านายหนึ่งได้มีการคิดไตร่ตรองไว้ก่อน โดยได้ขโมยปืนของพ่อและวางแผนจะฆ่านายสองที่โรงเรียนและนายสองก็ถึงแก่ความตายสมใจนายหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้ตายในทันทีแต่ตายหลังจากที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลได้ 2 วัน แล้วก็ตาย นายหนึ่งจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยต้องระวางโทษประหารชีวิต ส่วนเพื่อนที่โดนลูกหลงกฎหมายถือว่าเป็นการกระทำโดยพลาดและถือว่านายหนึ่งจะต้องรับผิดต่อชีวิตและการบาดเจ็บของเพื่อนๆ ที่โดนลูกหลงด้วย


คำถาม (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

คำถาม 1.
นาย ม ให้นาย ย ยืมเงิน 2,000 บาท โดยตกลงว่าจะจ่ายคืนในวันที่ 1 ของเดือนถัดไปพอถึงวันที่ 1 นาย ม ทวงถามให้ นาย ย ชำระเงินคืน แต่ นาย ย ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่าว่าไม่มีเงิน นาย ม จะทำอะไรได้บ้าง
ตอบ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดให้การยืมเงินเกินกว่า 50 บาท จะฟ้องร้องบังคับคดีได้ต่อเมื่อมีการทำสัญญากู้หรือมีการทำหลักฐานเป็นหนังสือไว้ ซึ่งได้แก่ หนังสือที่แสดงว่า นาย ย เป็นหนี้ นาย ม และมีการลงลายมือชื่อ นาย ย ไว้ ถ้าไม่มีหนังสือสัญญา หรือหลักฐานเป็นหนังสือว่า นาย ย เป็นหนี้นาย ม นาย ม ก็ไม่สามารถฟ้องร้องให้ดำเนินคดีกับ นาย ก ได้
คำถาม 2
นายช้างได้ทำการสมรสกับนางป้อม โดยมีลูกชื่อ ด.ช. บอย ด.ช. บอย เป็นเด็กเกเร ชอบด่าว่าพ่อแม่ นายช้าง กับนางป้อมมีทรัพย์สินร่วมกันเป็นเงินในธนาคาร เป็นเงิน 10 ล้าน วันหนึ่งนายช้าง รู้ตัวว่าเป็นโรคหัวใจจึงได้ทำพินัยกรรมยกเงิน 10 ล้านบาทให้แก่ นาย จ น้องชาย ต่อมานายช้างถึงแก่ความตาย นาย จ จะได้เงินไปทั้งหมด 10 ล้านบาท หรือไม่
ตอบ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้วางหลักเกณฑ์ในการรับมรดกไว้โดยผู้ที่มีสิทธิที่จะรับมรดกไว้ต้องเป็นทายาท ซึ่งได้แก่ ทายาทโดยธรรม หมายถึง ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมาย เช่น คู่สมรส บุตร เป็นต้น และทายาทโดยพินัยกรรม ได้แก่ ผู้ที่พินัยกรรมกำหนดไว้ให้มีสิทธิรับมรดกซึ่งในเรื่องนี้ คือ นาย จ น้องชายของนายช้างนั้นเอง แต่ นาย จ ก็ไม่สามารถรับเงินไปได้ทั้งหมด เนื่องจากว่าเงินในธนาคาร 10 ล้านบาท เป็นสินสมรสระหว่าง นายช้าง กับนางป้อม ซึ่งก่อนที่จะมีการแบ่งมรดกก็จะต้องมาหากันก่อนว่าทรัพย์สินของนายช้างมีอยู่เท่าไหร่ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในเรื่องสินสมรสนั้น กฎหมายกำหนดให้แบ่งคนละครึ่งระหว่างสามีและภรรยา ดังนั้น เงินในธนาคาร 10 ล้าน จึงเป็นเงินของนายช้าง 5 ล้าน ซึ่งนายช้างจะยกให้ใครก็ได้ เมื่อนายช้างทำพินัยกรรมยกเงินของตนเองทั้งหมดให้นาย จ น้องชาย นายช้างจึงไม่เหลือเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดอีก จึงไม่มีเงินหรือทรัพย์สินตกแต่ทายาทโดยธรรม ซึ่งได้แก่ นางป้อม และ ด.ช.บอย นายช้างจึงเป็นผู้รับมรดกโดยพินัยกรรมของนายช้างแต่เพียงผู้เดียว เป็นเงิน 5 ล้านบาท

 



ที่อยู่และเบอร์โทรติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 


พัฒนาเด็ก



1. มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน

547 มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ ถนนอิสรภาพ ซอย 15
แขวงหิรัญรุจี เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600
โทรศัพท์ 02-465-6165, 02-472-4212

2. สภาเยาวชนคาทอลิกแห่งประเทศไทย

122/6-7 ซอยนาคสุวรรณ ถนนนนทรี
เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทรศัพท์ 02-681-5424, 681-5349
โทรสาร 02-681-5425

3. มูลนิธิคริสเตียนเพื่อเด็กพิการ

123/88 หมู่บ้านริเวอร์โฮม ซอย 8 ถนนปากเกร็ด-แจ้งวัฒนะ 4
ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120
โทรศัพท์ 02-584-6966, 960-9107
โทรสาร 02-584-6966

4. มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ

100/771-5 คลองเตย ล็อค 6 ถนนอาจณรงค์
แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ 02-249-4589, 249-0953-4
โทรสาร 02-249-2956

5. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.)

143/109-111 หมู่บ้านปิ่นเกล้าพัฒนา ซอยวัดสุวรรณคีรี
แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ 02-433-6292, 435-5281
โทรสาร 02-435-5281

6. มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ (มพก.)

546 ซอยลาดพร้าว 47 แขวงวังทองหลาง
เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทรศัพท์ 02-539-9706
โทรสาร 02-539-2916

7. มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท (มยช.)

59/118-120 ถนนเอกชัย ซอย13 เขตบางบอน
เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
โทรศัพท์ 02-416-8073-4
โทรสาร 02-894-2818

8. มูลนิธิยุวพัฒน์

1 ซอยพรีเมียร์ ถนนศรีนคริน แขวงหนองบอน เขตประเวศ 10250
โทรศัพท์ 02-301-1438,301-1000
โทรสาร 02-301-1439

9. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ

257 ตึกมหิดล ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 02-2461457, 245-6838
โทรสาร 02-247-6273

10. สภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชน (สอ.ดย.)

618/1 ถนนนิคมมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 02-255-9922
โทรสาร 02-254-7219

11. โครงการฝึกอบรมเยาวชนเพื่อการศึกษา (YT)

99 ชั้น 3 ถนนนครสวรรค์ แขวงวัดโสมนัส
เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 02-281-1916, 281-25895
โทรสาร 02-281-2595




โรคเอดส์



12. โครงการโรคเอดส์ สภากาชาดไทย (คลินิกนิรนาม)

104 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 02-256-4107-8
โทรสาร 02-254-7577

13. โครงการเข้าถึงเอดส์ (แอคเซส)

48/282 เซนเตอร์เพลส สุขาภิบาล 3
เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 02-372-2222
โทรสาร 02-246-8701

14. กลุ่มภราดรภาพยับยั้งโรคเอดส์แห่งประเทศ (เส้นสีขาว)

98/200 หมู่บ้านหลักสี่วิลล่า ซอยมีสุข แขวงทุ่งสองห้อง
เขตหลักสี่-ดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 02-574-1100, 574-3461
โทรสาร 02-574-1100
บ้านพักฉุกเฉิน

15. บ้านพักใจ

111/9 -10 แขวงสีลม เขตบางรัก
กรุงเทพฯ 10500
โทรศัพท์ 02-234-8258, 234-2381
โทรสาร 02-635-0334

16. บ้านพักฉุกเฉิน (วีเทรน)

501/1 หมู่3 ถนนเดชะตุงคะ แขวงทุ่งสีกัน
เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 02-929-2222
โทรสาร 02-929-2300



ครอบครัว



17. สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ

8 ซอยวิภาวดี 44 แขวงลาดยาว
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ 02-941-2320-31
โทรสาร 02-941-2338
คุ้มครองเด็ก

18. มูลนิธิคุ้มครองเด็ก

80/1 ซอยลาดพร้าว 106 ถนนลาดพร้าว
แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทรศัพท์ 02-538-6227

19. มูลนิธิเด็ก

95/24 หมู่ 6 ซอยเกียรติร่วมมิตร ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม 73220
โทรศัพท์ 02-814-1484-6
โทรสาร 02-437-7201

20. มูลนิธิผู้หญิง

295 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 62 แขวงบางพลัด
เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ 02-433-5149,435-1246
โทรสาร 02-434-6774

21. มูลนิธิเพื่อนหญิง

386/61-62 ซอยเฉลิมสุข รัชดาภิเษก 44 ถนนรัชดาภิเษก
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ 02-513-1001, 513-2780
โทรสาร 02-513-1929

22. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

211/2 ซอยงามวงศ์วาน ถนนงามวงศ์วาน
อำเภอเมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ 02-952-5060-2
โทรสาร 02-952-5060-2

23. มูลนิธิมิตรมวลเด็ก

25 ซอยร่วมฤดี 1 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน 10330
โทรศัพท์ 02-252-6560
โทรสาร 02-650-7811

24. มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

185/16 ถนนจรัญสนิทวงศ์12 แขวงวัดท่าพระ
เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600
โทรศัพท์ 02-412-1196
โทรสาร 02-412-9833

25. มูลนิธิศูนย์ฮอทไลน์

145/6 ถนนวิภาวดี ซอย 20 (ทรงสะอาด)
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ 02-276-2950-1
โทรสาร 02-691-4057

26. มูลนิธิไทยอาทร

แฟลตการเคหะ 14 ชั้นล่าง ถนนอาจณรงค์
เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ 02-249-5205
โทรสาร 02-249-5205

27. มูลนิธิดวงประทีป

34 ถนนอาจณรงค์ ล็อค 6 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ 02-249-4880, 249-3553
โทรสาร 02-249-5254

28. มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (ให้การช่วยเหลือผู้ยากไร้ โครงการอุปการะเด็ก โครงการอาหารกลางวัน)

582/18-22 ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ
เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ 02-381-8863-5
โทรสาร 02-381-2034
 


ยาเสพติด



29. กลุ่มศึกษาปัญหายา

11/156 ซอยก้าวหน้า 2 แขวงบางแวก
เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160
โทรศัพท์ 02-410-2382-3
โทรสาร 02-410-6271



กฎหมาย



30. สภาทนายความ

7/89 อาคาร 10 ถนนราชดำเนินกลาง
แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์ 02-629-1430

31. สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์ 02-613-2128
โทรสาร 02-224-8106

 

Last update 11/02/2551