|
การศึกษา
พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงเข้าศึกษาวิชาภาษาไทยครั้งแรกในสำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย
อาจารยางกูร) เมื่อทรงผ่านการศึกษาแล้วได้ ทรงเข้าศึกษาภาษาอังกฤษชั้นต้น
ในสำนักครูราม สามิ และในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ ได้ทรงเข้าศึกษา
ภาษาไทยอยู่ในสำนักพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น) เปรียญ ณ พระตำหนักสวนกุหลาบ
ในปี พ.ศ. ๒๔๒๗
ได้ทรงผนวชเป็นสามเณรประทับอยู่วัดบวรนิเวศ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๓๑ได้เสด็จไปประเทศอังกฤษ
และทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอยู่ในกรุงลอนดอน ๓ ปี
เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้ทรงเลือกศึกษาวิชา
กฎหมายต่อที่วิทยาลัยไครส์ตเชิช
ในมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เมื่อได้ทรงเข้าศึกษาในวิทยาลัย
ไครส์ตเชิช แล้วได้
ทรงอุตสาหะเอาพระทัยใส่เป็นอย่างมาก ในที่สุดได้
ทรงสอบไล่ได้ตามหลักสูตรชั้นปริญญาเกียรตินิยม
ในทางกฎหมายของมหาวิทยาลัยแห่งนั้นจึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ
พระราชกรณียกิจ
ด้วยพระปรีชาสามารถอันเป็นอัจฉริยะประกอบกับพระวิริยะอุตสาหะของพระเจ้าบรมวงศ์
เธอกรมหลวง ราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ
อันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศไทยเป็นเอนกประการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการกฎหมายไทย
กล่าวคือทรงปรับปรุงศาลยุติธรรมสู่ระบบใหม่ทรงตรวจชำระสะสางกฎหมายทรงตั้งโรงเรียนกฎหมายเพื่อเปิดการสอนกฎหมาย
ครั้งแรกทรงรวบรวม และแต่งตำราคำอธิบายกฎหมายลักษณะต่างๆ
มากมายทรงเป็นกรรมการตรวจตัดสิน ความฎีกาซึ่งทำหน้าที่ศาลสูงสุดของประเทศ
ทรงตั้ง กองพิมพ์ลายมือขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ สำหรับตรวจ
ลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาในคดีอาญา อันเป็นจุดเริ่มต้น
ของการพิสูจน์ลายมือที่กรมตำรวจ ในปัจจุบันนอกจาก
นั้นในขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิราช
ทรงปรับปรุงกิจการกรมทะเบียนที่ดินให้เจริญก้าวหน้า เป็นอันมาก
การรับราชการในตำแหน่งที่สำคัญ
-
เริ่มรับราชการในสำนักราชเลขานุการ
และได้รับแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี
-
เป็นสภานายกในกองข้าหลวงพิเศษ
เพื่อจัดการแก้ไขธรรมเนียมศาลยุติธรรมหัวเมืองทั้งปวง
และสะสางคดีความทั่วราชอาณาจักร
-
เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
-
เป็นประธานกรรมการตรวจชำระกฎหมาย
-
เป็นกรรมการตรวจตัดสินความฎีกา
-
เป็นกรรมการตรวจตำแหน่งพนักงานในรัฐบาล
-
เป็นกรรมการตรวจร่างกฎหมายลักษณะอาญา
-
เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ
สิ้นพระชนม์
ในปี
พ.ศ. ๒๔๖๒ได้ทรงได้รับพระราชทานอนุญาติ
ให้ลาพักราชการในตำแหน่งเสนบดีกระทรวงเกษตราธิราชเพื่อรักษาพระองค์ด้วย
ทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ และเสด็จไปรักษาพระองค์ ณ กรุงปารีส
แต่อาการหาทุเลาไม่ ในที่สุดได้เสด็จสิ้นพระชนม์ ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๗
สิงหาคม ๒๔๖๓ พระชนมายุได้ ๔๗ พรรษา
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นนักนิติศาสตร์
ผู้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่งยวด ทรงถือว่าความซื่อสัตย์สุจริต
เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะสำหรับนักกฎหมาย
และทรงจัดตั้งโรงเรียน กฎหมายและเป็นผู้สอนวิชากฎหมายด้วยพระองค์เอง
เพื่อที่จะให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นทรงจัดวางระเบียบศาลยุติธรรมสู่ระบบใหม่
ทรงรวบรวมกฎหมาย และคำพิพากษา ฎีกาพร้อมแต่งตำราอธิบายกฎหมายต่าง ๆ
มากมายการค้นคว้ารวบรวมและพระนิพนธ์
ได้เป็นรากฐานก่อตั้งการศึกษานิติศาสตร์ขึ้นในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งแก่ประเทศชาติจึงทรงได้รับยกย่องให้เป็น
"พระบิดาแห่งกฎหมายไทย"
และเรียกวันที่ ๗ สิงหาคม อันเป็นคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ทุกปีว่า
"วันรพี"
|